← กลับหน้ารวมบทความ
ภาษี

ขายของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อไหร่ อย่างย่อหรือเต็มรูป ไม่ขออนุมัติ POS ผิดไหม

สรุปจุดความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่ม การเลือกใบกำกับภาษีอย่างย่อ/เต็มรูป การขออนุมัติจัดทำด้วยคอมพิวเตอร์หรือ POS การส่งมอบและเก็บรักษาเอกสาร 5 ปี พร้อมบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม อ้างอิงประมวลรัษฎากรและประกาศกรมสรรพากร

ขายของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อไหร่ อย่างย่อหรือเต็มรูป?

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และขายสินค้าหรือให้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (มาร์เก็ตเพลส เว็บไซต์ตนเอง โซเชียลมีเดีย) มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีเช่นเดียวกับการขายหน้าร้าน แต่มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาหลายจุด ตั้งแต่จังหวะที่ต้องออก รูปแบบที่ใช้ได้ ไปจนถึงการเก็บรักษาเอกสาร

1. จุดความรับผิด (Tax Point) — ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อไหร่

กรณีขายสินค้า มาตรา 78(1) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดว่าความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้น "เมื่อส่งมอบสินค้า" เป็นหลัก เว้นแต่ จะมีเหตุการณ์ต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบ ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น (แล้วแต่ว่าอะไรเกิดก่อน):

  • มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้า
  • ได้รับชำระราคาสินค้า
  • ได้ออกใบกำกับภาษี

ในทางปฏิบัติของการขายออนไลน์ ลูกค้ามักโอนเงิน/ชำระผ่านแพลตฟอร์มก่อนสินค้าจะถูกจัดส่ง กรณีนี้ ความรับผิดจะเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับชำระเงิน ไม่ใช่รอถึงวันส่งมอบสินค้า ผู้ขายจึงต้องออกใบกำกับภาษี ณ วันที่ได้รับชำระเงินนั้น

กรณีให้บริการ มาตรา 78/1(1) กำหนดว่าความรับผิดเกิดขึ้น "เมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ" เป็นหลัก เว้นแต่มีการออกใบกำกับภาษีหรือได้มีการใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่นก่อนได้รับชำระราคา ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้นๆ

2. ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรือเต็มรูป — ใช้แบบไหนเมื่อไหร่

การขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ให้แก่ผู้บริโภคทั่วไป (B2C) ส่วนใหญ่เข้าลักษณะ "กิจการค้าปลีก" ตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร (การขายสินค้าที่ผู้ขายทราบชัดแจ้งว่าเป็นการขายให้ผู้บริโภคโดยตรง หรือการให้บริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก) ซึ่งกฎหมายผ่อนผันให้ออก "ใบกำกับภาษีอย่างย่อ" แทนใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ นอกจากนี้ยังมีประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32) กำหนดประเภทกิจการค้าปลีกที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้โดยไม่ต้องขออนุมัติ และ (ฉบับที่ 154) ขยายสิทธิให้ผู้ประกอบการขายสินค้ารายย่อย (ยอดขายไม่เกิน 300,000 บาท/เดือน หรือมูลค่าต่ำกว่า 1,000 บาทต่อครั้ง) ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากผู้ซื้อร้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูป (เพื่อนำไปใช้เป็นภาษีซื้อของกิจการตน) ผู้ขายที่เป็นกิจการค้าปลีก มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปให้ ตามมาตรา 86/6 วรรคท้าย ในทางปฏิบัติหากออกใบอย่างย่อไปแล้วต้องเปลี่ยนเป็นเต็มรูป ให้ประทับตรา "ยกเลิก" บนใบอย่างย่อฉบับเดิม ระบุหมายเหตุอ้างอิงเลขที่ใบเดิมบนใบเต็มรูปที่ออกใหม่ และบันทึกรายการในรายงานภาษีขาย

3. การจัดทำใบกำกับภาษีด้วยระบบคอมพิวเตอร์หรือ POS — ต้องขออนุมัติหรือไม่

จุดนี้มีความแตกต่างกันตามรูปแบบที่ใช้ ควรแยกให้ชัดเจน 3 กรณี:

  • ใบกำกับภาษีอย่างย่อที่ออกด้วยเอกสารทั่วไป (เขียนด้วยมือหรือพิมพ์จากคอมพิวเตอร์ทั่วไปแบบไม่ใช่เครื่องบันทึกการเก็บเงิน) — ไม่ต้องขออนุมัติจากกรมสรรพากร

  • ใบกำกับภาษีอย่างย่อที่ออกด้วยเครื่องบันทึกการเก็บเงิน (Cash Register/POS) — ต้องขออนุมัติ จากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน โดยยื่นแบบ ภ.พ.06 ผ่านสรรพากรพื้นที่ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

  • ใบกำกับภาษีเต็มรูปที่พิมพ์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์บัญชีทั่วไป (เช่น โปรแกรมบัญชีที่ใช้บันทึกและพิมพ์เอกสารเป็นกระดาษ) — โดยทั่วไป ไม่ต้องขออนุมัติเป็นการเฉพาะ เพียงแต่ต้องมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 86/4 และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั่วไปตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 (ต่างจากกรณีต้องการให้ ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นฉบับตามกฎหมายโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ซึ่งต้องลงทะเบียนระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt หรือ e-Tax Invoice by Time Stamp ตามระเบียบกรมสรรพากร พ.ศ. 2560 ก่อน)

4. ถ้าไม่ได้ขออนุมัติ ต้องพิมพ์ต้นฉบับ-สำเนา ส่งมอบกระดาษหรือไฟล์

หากกิจการยังไม่ได้ขออนุมัติหรือลงทะเบียนระบบอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ (ทั้งกรณี POS สำหรับอย่างย่อ และ e-Tax Invoice สำหรับเต็มรูป) หลักทั่วไปตามมาตรา 86 ยังคงใช้บังคับ กล่าวคือ:

  • ต้องจัดทำใบกำกับภาษีเป็น ต้นฉบับกระดาษส่งมอบให้ผู้ซื้อ และเก็บ สำเนากระดาษ ไว้ที่กิจการเอง — จะส่งมอบเป็นเพียงไฟล์ภาพ/PDF แทนต้นฉบับกระดาษไม่ได้ตามหลักที่อธิบายไว้ (ดูบทความก่อนหน้าเรื่องใบกำกับภาษี PDF)

  • การส่งมอบให้ลูกค้าที่ซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ จึงควรพิมพ์ใบกำกับภาษีต้นฉบับแนบไปกับพัสดุ หรือส่งทางไปรษณีย์ ไม่ใช่เพียงส่งไฟล์ให้ทางแชท/อีเมลเท่านั้น

5. เก็บรักษาสำเนา 5 ปี — เก็บในระบบหรือต้องพิมพ์เก็บ

มาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บรักษารายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบการลงรายงาน ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันทำรายงาน (กรณีเลิกกิจการ ให้เก็บต่ออีกอย่างน้อย 2 ปีนับแต่วันเลิกกิจการ และอธิบดีมีอำนาจสั่งให้เก็บได้นานกว่า 5 ปีแต่ไม่เกิน 7 ปี)

  • หากกิจการยังไม่ได้ลงทะเบียนระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่กรมสรรพากรรับรอง สำเนาที่ต้องเก็บควรเป็น สำเนากระดาษ (หรือพิมพ์จากระบบคอมพิวเตอร์ออกมาเป็นกระดาษเก็บไว้) ไม่ใช่เพียงไฟล์ในระบบเท่านั้น
  • หากลงทะเบียน e-Tax Invoice & e-Receipt หรือ e-Tax Invoice by Time Stamp อย่างถูกต้อง สามารถเก็บรักษาเป็น ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ในระบบ แทนกระดาษได้ตามหลักเกณฑ์ของระเบียบกรมสรรพากร พ.ศ. 2560

6. หากไม่ปฏิบัติตาม มีผลอย่างไร

ประมวลรัษฎากรกำหนดบทลงโทษไว้หลายระดับ ขึ้นกับลักษณะการฝ่าฝืน:

  • มาตรา 90 — กรณีทั่วไป เช่น ไม่ออกใบกำกับภาษีหรือไม่ส่งมอบให้ผู้ซื้อ ไม่เก็บสำเนาใบกำกับภาษีขาย ไม่เก็บใบกำกับภาษีซื้อที่นำไปเครดิต หรือไม่จัดทำ/เก็บรักษารายงานตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท

  • มาตรา 90/2 — กรณีไม่จัดทำหรือไม่ส่งมอบใบกำกับภาษีตามมาตรา 86 หรือไม่เก็บรักษารายงานตามมาตรา 87 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  • มาตรา 90/3 — กรณีไม่จัดทำรายงานตามมาตรา 87 หรือขัดขวางการตรวจสอบของเจ้าพนักงาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  • มาตรา 90/4 — กรณีมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี เช่น ไม่ลงรายการหรือลงรายการเท็จในรายงานโดยเจตนา ไม่ออกเอกสารโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี หรือนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท

  • มาตรา 90/5 — กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนนิติบุคคลที่สั่งการหรือละเว้นให้เกิดความผิดข้างต้น ต้องรับโทษเช่นเดียวกับนิติบุคคล


สำหรับกรณีใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อโดยไม่ได้รับอนุมัติ ถือเป็นการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ วิธีการที่กำหนดไว้สำหรับกิจการค้าปลีก นอกจากกรมสรรพากรอาจสั่งให้ระงับการใช้เครื่องดังกล่าวแล้ว ยังอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 90 หรือ 90/2 ข้างต้นได้ ส่วนโทษหนักตามมาตรา 90/4 จะใช้เฉพาะกรณีที่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอย่างชัดเจน ไม่ใช่ทุกกรณีที่ลืมขออนุมัติ

สรุป

ธุรกิจขายของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องออกใบกำกับภาษี ณ จุดที่ได้รับชำระเงินหรือส่งมอบสินค้า (แล้วแต่อะไรเกิดก่อน) ส่วนใหญ่เข้าข่ายกิจการค้าปลีกจึงออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ แต่ต้องออกเต็มรูปให้เมื่อลูกค้าขอ การใช้เครื่อง POS ออกใบอย่างย่อต้องขออนุมัติกรมสรรพากรก่อน ส่วนใบเต็มรูปที่พิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ทั่วไปไม่ต้องขออนุมัติแต่ยังต้องส่งมอบและเก็บสำเนาเป็นกระดาษ เว้นแต่ลงทะเบียนระบบ e-Tax Invoice จึงจะส่งมอบและเก็บรักษาเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์แทนได้ การไม่ปฏิบัติตามมีบทลงโทษตั้งแต่ปรับเล็กน้อยไปจนถึงจำคุก ขึ้นกับลักษณะและเจตนาของการฝ่าฝืน

หมายเหตุเรื่องข้อหารือ

ประเด็นการออกใบกำกับภาษีของธุรกิจค้าปลีกและการขออนุมัติเครื่อง POS มีข้อหารือกรมสรรพากรจำนวนมากในรายละเอียดปลีกย่อยตามประเภทธุรกิจ (เช่น ร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร) แต่ยังไม่พบข้อหารือที่ตอบคำถามเฉพาะสำหรับ "การขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์" โดยตรง คำตอบข้างต้นจึงอิงจากหลักกฎหมายทั่วไปและประกาศที่บังคับใช้กับกิจการค้าปลีกทุกประเภท หากมีข้อเท็จจริงเฉพาะของธุรกิจที่ต้องการความชัดเจน แนะนำสอบถามกรมสรรพากรโดยตรง (สายด่วน 1161) หรือยื่นหนังสือหารือเป็นทางการ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะเจาะจงสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง ควรปรึกษาผู้ทำบัญชี/ผู้สอบบัญชี หรือกรมสรรพากรโดยตรงสำหรับกรณีของท่าน


อ้างอิง:

  • ประมวลรัษฎากร มาตรา 78, 78/1, 86, 86/4, 86/6, 87/3, 90, 90/2, 90/3, 90/4, 90/5
  • ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 32 และฉบับที่ 154 (กิจการค้าปลีกที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ)
  • หลักเกณฑ์การขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (แบบ ภ.พ.06) กรมสรรพากร
    รูปประกอบบทความ