← กลับหน้ารวมบทความ
ภาษี
อ่านแล้ว 1 ครั้ง

ภ.ง.ด.51 ยื่นล่าช้า เสียเท่าไร? ประมาณการกำไรขาดเกิน 25% และเหตุอันสมควร

แยกค่าปรับ เงินเพิ่ม 20% เกณฑ์ขาดเกิน 25% เหตุอันสมควร และอัตราลดตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน พร้อมตัวอย่างและเช็กลิสต์เอกสาร

ภาพปกบทความ ภ.ง.ด.51 ยื่นล่าช้า เสียเท่าไร? ประมาณการกำไรขาดเกิน 25% และเหตุอันสมควร

คำตอบสั้น ๆ: ภ.ง.ด.51 ที่ยื่นเกินกำหนดอาจมีค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี ส่วนการประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% จะมีเงินเพิ่ม 20% เฉพาะเมื่อไม่มีเหตุอันสมควร จึงต้องแยก “ยื่นช้า” ออกจาก “ประมาณการคลาดเคลื่อน” และตรวจเงื่อนไขการลดเงินเพิ่มล่าสุด

ใครต้องยื่น และครบกำหนดเมื่อไร

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีจากกำไรสุทธิโดยทั่วไปต้องยื่น ภ.ง.ด.51 และชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบหกเดือนแรก ตามมาตรา 67 ทวิ กิจการทั่วไปคำนวณจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบบัญชี ส่วนบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ และกิจการบางประเภทตามกฎหมายใช้กำไรสุทธิจริงของหกเดือนแรก

รอบบัญชีแรกหรือรอบบัญชีสุดท้ายที่มีระยะเวลาน้อยกว่า 12 เดือนอยู่ในข้อยกเว้นตามตัวบท จึงไม่ควรสรุปว่าทุกนิติบุคคลต้องยื่นโดยไม่ดูรอบบัญชีจริง

ยื่นล่าช้า กับประมาณการขาดเกิน 25% ต่างกัน

กรณีผลหลัก
ไม่ยื่นภายในกำหนดอาจมีค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และถ้ามีภาษีต้องชำระ มีเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี
ยื่นทัน แต่ประมาณการกำไรต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25%เสียเงินเพิ่ม 20% ของภาษีที่ชำระขาด เมื่อไม่มีเหตุอันสมควร
ประมาณการคลาดเคลื่อนไม่เกิน 25%ไม่เข้าเงื่อนไขนี้ แต่ยังต้องตรวจความถูกต้องและหน้าที่อื่น

วิธีทดสอบเกณฑ์ 25%

ใช้สูตร (กำไรสุทธิจริงทั้งปี − กำไรสุทธิที่ประมาณการ) ÷ กำไรสุทธิจริงทั้งปี × 100 ไม่ใช่หารด้วยยอดประมาณการ และไม่ใช่เทียบเฉพาะยอดภาษี ภ.ง.ด.51

ตัวอย่าง: กำไรสุทธิจริง 4,000,000 บาท ประมาณการ 2,800,000 บาท ส่วนที่ขาด 1,200,000 บาท คิดเป็น 30% ของกำไรจริง จึงเกิน 25% แต่ยังต้องพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ก่อนสรุปเงินเพิ่ม 20%

เหตุอันสมควร ไม่ได้พิจารณาจากเปอร์เซ็นต์อย่างเดียว

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.50/2537 ซึ่งแก้ไขโดย ป.152/2558 ถือว่ามีเหตุอันสมควรในบางกรณี เช่น ภาษีครึ่งปีที่ยื่นไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบบัญชีก่อน หรือประมาณการกำไรไม่น้อยกว่ากำไรสุทธิรอบก่อนแต่ภาษีครึ่งปีต่ำกว่าเพราะได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษี นอกจากนี้ยังอาจชี้แจงเหตุอื่นตามข้อเท็จจริงได้ จึงควรเก็บงบประมาณ สัญญา ยอดขาย ต้นทุน และเหตุการณ์ผิดปกติที่ใช้ประมาณการไว้

อัตราลดเงินเพิ่มปัจจุบันเมื่อยื่นเอง

มาตรา 67 ตรีกำหนดเงินเพิ่ม 20% ส่วนข้อ 16 ของคำสั่ง ท.ป.81/2542 กำหนดว่า หากยื่นและชำระเองก่อนถูกเตือนหรือเรียกตรวจเป็นหนังสือ เจ้าพนักงานอาจลดเงินเพิ่มเป็น 0.10% เมื่อชำระภายใน 2 วันนับแต่พ้นกำหนด หรือ 0.50% เมื่อชำระหลัง 2 วันแต่ไม่เกิน 7 วัน กรณีอื่นอาจลดเป็น 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน แต่ไม่เกินเพดาน 20% สำหรับคำสั่ง ท.ป.369/2569 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 3 กรกฎาคม 2569 ได้แก้ไขหลักเกณฑ์เรื่องคำร้อง การไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง การให้ความร่วมมือ และการอนุมัติลดนอกเหนือจากหลักเกณฑ์

การลดเป็นไปตามหลักเกณฑ์ คำร้อง และดุลพินิจที่กำหนด ไม่ควรบันทึกหนี้โดยสมมติว่าจะได้รับลดแน่นอนก่อนตรวจข้อเท็จจริงและการตอบรับของเจ้าพนักงาน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  1. เทียบ 25% กับยอดประมาณการแทนกำไรสุทธิจริง
  2. ใช้กำไรทางบัญชีโดยไม่ปรับรายการภาษีตามมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี
  3. จำว่าเกิน 25% ต้องเสีย 20% เสมอ โดยไม่ตรวจเหตุอันสมควร
  4. ดูเฉพาะผลหกเดือนแรกและไม่ปรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง
  5. ยื่นแบบสำเร็จแต่ชำระเงินไม่สำเร็จ
  6. อ้างอัตราลดเดิมโดยไม่ตรวจคำสั่ง ท.ป.369/2569 ที่มีผล 3 กรกฎาคม 2569

เช็กลิสต์ก่อนยื่นหรือแก้ไข

  1. ยืนยันวันแรก วันสุดท้าย และความยาวของรอบบัญชี
  2. กระทบยอดผลจริงหกเดือนแรกกับบัญชีและแบบภาษี
  3. ประมาณการรายได้ ต้นทุน และรายการครั้งเดียวของครึ่งปีหลัง
  4. ปรับรายจ่ายต้องห้าม ขาดทุนสะสม และสิทธิยกเว้นให้ถูกต้อง
  5. เทียบกับกำไรและภาษีของรอบก่อน พร้อมบันทึกเหตุผลความเปลี่ยนแปลง
  6. เก็บใบรับแบบ หลักฐานชำระ และเอกสารคำร้องขอลดเงินเพิ่ม

แหล่งอ้างอิงทางการ

• ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ทวิ และ 67 ตรี

• คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 แก้ไขถึง ท.ป.369/2569

• สารพันคำถามเกี่ยวกับ ภ.ง.ด.51

• คู่มือการประมาณการกำไรสุทธิ ภ.ง.ด.51 ของกรมสรรพากร

คำค้นที่เกี่ยวข้อง: ภ.ง.ด.51 ยื่นล่าช้า, ค่าปรับ ภ.ง.ด.51, เงินเพิ่ม 20%, ประมาณการกำไรขาดเกิน 25%, เหตุอันสมควร ภ.ง.ด.51, ท.ป.369/2569

ตรวจสอบข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2569 บทความนี้เป็นหลักทั่วไป การพิจารณาเหตุอันสมควรและการลดเงินเพิ่มต้องดูข้อเท็จจริง เอกสาร และขั้นตอนของเจ้าพนักงานในแต่ละกรณี