กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำลังเปลี่ยนจากบทบัญญัติที่หลายคนคุ้นชื่อ ไปสู่การหักและนำส่งเงินจริงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียง “จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์” หากอยู่ที่ว่าเงินรายการใดเป็น “ค่าจ้าง” ใครต้องเข้ากองทุน และนายจ้างต้องปรับระบบ Payroll อย่างไร
ความไม่ชัดเจนที่เกิดขึ้นไม่ได้แปลว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่เข้าใจกฎหมาย แต่อาจเกิดจากนิยาม “ค่าจ้าง” เป็นนิยามตามเนื้อแท้ของการจ่าย ไม่ใช่รายการสำเร็จรูปที่ใช้ได้เหมือนกันทุกบริษัท อย่างไรก็ตาม คำตอบเพียงว่า “ใช้ฐานค่าจ้าง” ยังไม่เพียงพอสำหรับการปฏิบัติจริง นายจ้างจึงควรจัดทำบัญชีรายการจ่าย วิเคราะห์เหตุแห่งการจ่าย และขอคำยืนยันเป็นหนังสือในรายการที่มีความเสี่ยงก่อนเริ่มระบบ
สรุปสั้น: กองทุนนี้ใช้ฐาน “ค่าจ้าง” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ไม่ใช่ฐานประกันสังคม และไม่ใช่เงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากรทั้งหมด
สรุปใน 1 นาที
เริ่มเก็บเงินสะสมและเงินสมทบวันที่ 1 ตุลาคม 2569
ระยะแรก ลูกจ้างจ่าย 0.25% และนายจ้างสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป อัตราเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50%
หลักทั่วไปใช้กับนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย
นายจ้างหักเงินสะสมทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง สมทบในจำนวนเท่ากัน และนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
เมื่อลูกจ้างสิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง ไม่ว่าจะลาออก เกษียณ หรือถูกเลิกจ้าง มีสิทธิรับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลตามหลักเกณฑ์ของกองทุน
กองทุนนี้ไม่แทนค่าชดเชยตามกฎหมาย หากลูกจ้างมีสิทธิค่าชดเชย นายจ้างยังต้องจ่ายต่างหาก
1. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งขึ้นตามหมวด 13 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์สำคัญสองส่วน ซึ่งควรแยกออกจากกันให้ชัด
บัญชีรายตัวของลูกจ้าง เกิดจากเงินสะสมที่หักจากค่าจ้าง เงินสมทบของนายจ้าง และดอกผล เมื่อสิ้นสุดการจ้าง ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิจะได้รับเงินส่วนนี้ตามกฎหมาย
การสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินตามสิทธิ เช่น ค่าชดเชยหรือเงินอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เป็นกลไกช่วยเหลือตามเงื่อนไขของกองทุน มิใช่การรับประกันว่ากองทุนจะจ่ายแทนนายจ้างในทุกกรณี
การเริ่มเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจึงเป็นอีกกลไกหนึ่งต่างหากจากประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และหน้าที่จ่ายค่าชดเชยของนายจ้าง
2. นายจ้างและลูกจ้างรายใดอยู่ในข่าย
มาตรา 130 วางหลักให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องดำเนินการเรื่องเงินสะสมและเงินสมทบ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น มีการจัดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือระบบสงเคราะห์ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด
สิ่งที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ กฎหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะ “พนักงานประจำรายเดือน” หากบุคคลมีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย ลูกจ้างรายวัน พาร์ทไทม์ ทดลองงาน ชั่วคราว สัญญาจ้างมีกำหนดเวลา แรงงานต่างด้าว หรือผู้มีอายุเกิน 60 ปี ก็อาจอยู่ในข่ายได้
ข้อยกเว้นต้องตรวจเป็นรายนายจ้างและรายลูกจ้าง โดยเฉพาะกรณีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากบริษัทมีกองทุนแต่ลูกจ้างบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก ไม่ควรสรุปโดยอัตโนมัติว่าลูกจ้างทุกคนได้รับยกเว้น
ทำงานสองแห่ง ต้องจ่ายกี่แห่ง
หากบุคคลเป็นลูกจ้างจริงของนายจ้างสองแห่ง เช่น ทำงานประจำในเวลากลางวันและทำงานพาร์ทไทม์ในอีกกิจการหนึ่ง ต้องพิจารณาหน้าที่ของนายจ้างแต่ละแห่งแยกกัน หากนายจ้างทั้งสองอยู่ในข่าย นายจ้างแต่ละแห่งย่อมหักและสมทบจากค่าจ้างที่ตนจ่าย ไม่มีหลักให้นำการเป็นสมาชิกจากที่ทำงานหนึ่งไปยกเว้นอีกที่หนึ่งโดยอัตโนมัติ
3. อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ
| ระยะเวลา | ลูกจ้างสะสม | นายจ้างสมทบ | รวมเข้าบัญชีลูกจ้าง |
|---|---|---|---|
| 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 | 0.25% | 0.25% | 0.50% ของค่าจ้าง |
| ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 | 0.50% | 0.50% | 1.00% ของค่าจ้าง |
ตัวอย่าง: ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐาน 20,000 บาท ลูกจ้างถูกหัก 50 บาท นายจ้างสมทบ 50 บาท รวม 100 บาทต่อเดือนในระยะแรก
อัตราดูไม่สูง แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ “ฐาน” หากตั้งรหัสรายได้ผิด ความคลาดเคลื่อนจะเกิดกับลูกจ้างทุกคนและเกิดซ้ำทุกงวดเงินเดือน
4. ฐานคำนวณคือ “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้นิยามค่าจ้างโดยสรุปว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติ หรือคำนวณตามผลงานในเวลาทำงานปกติ และรวมถึงเงินที่จ่ายในวันหยุดหรือวันลาที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย
ดังนั้นจึงไม่ควรอ้างฐานอื่นมาใช้แทนโดยตรง
| ฐาน | ใช้กับอะไร | ใช้แทนฐานกองทุนได้หรือไม่ |
|---|---|---|
| ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน | สิทธิและหน้าที่ด้านแรงงาน รวมถึงกองทุนนี้ | เป็นฐานหลัก |
| ค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคม | ระบบประกันสังคม มีหลักเกณฑ์และเพดานของตน | ใช้แทนทั้งชุดไม่ได้ |
| เงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ครอบคลุมเงินได้จากการจ้างแรงงานในความหมายทางภาษี | ใช้แทนทั้งชุดไม่ได้ |
กล่าวง่าย ๆ คือ เงินบางรายการอาจเป็นเงินได้ 40(1) แต่ไม่ใช่ค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน หรืออาจถูกปฏิบัติต่างจากฐานประกันสังคม จึงต้องแยกกฎของแต่ละระบบ
5. รายการจ่ายใดควรรวม หรือไม่รวม
ตารางต่อไปนี้เป็น แนววิเคราะห์เบื้องต้น ไม่ใช่บัญชีรายการที่หน่วยงานรับรองแบบตายตัว เพราะคำตอบขึ้นอยู่กับข้อตกลง เงื่อนไข และเหตุแห่งการจ่ายของแต่ละกิจการ
| รายการ | แนววิเคราะห์ | ข้อควรตรวจ |
|---|---|---|
| เงินเดือน/ค่าจ้างรายวัน | รวมโดยหลัก | เป็นค่าตอบแทนการทำงานปกติโดยตรง |
| ค่าจ้างตามผลงานหรือคอมมิชชั่น | อาจรวม | หากเป็นค่าตอบแทนที่ตกลงสำหรับผลงานในเวลาทำงานปกติ มีแนวโน้มเป็นค่าจ้าง |
| ค่าจ้างวันหยุดและวันลาที่กฎหมายให้สิทธิ | รวมโดยหลัก | อยู่ในส่วนขยายของนิยามมาตรา 5 |
| ค่าตำแหน่ง ค่าครองชีพ ค่ากะ เบี้ยขยัน | ต้องวิเคราะห์ข้อเท็จจริง | ดูว่าเป็นค่าตอบแทนการทำงานปกติที่จ่ายแน่นอนหรือมีเงื่อนไขเฉพาะ |
| ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด | มีเหตุให้แยกออกตามถ้อยคำมาตรา 5 | นิยามเน้น “เวลาทำงานปกติ” แต่คำอธิบายในทางปฏิบัติบางแหล่งไม่ตรงกัน ควรขอคำยืนยันเป็นหนังสือ |
| โบนัส | ต้องวิเคราะห์ข้อเท็จจริง | โบนัสตามผลประกอบการหรือดุลพินิจต่างจากโบนัสที่ตกลงจ่ายแน่นอนเป็นประจำ |
| ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ | ต้องแยกเงินชดเชยค่าใช้จ่ายออกจากค่าตอบแทน | ชื่อรายการไม่ชี้ขาด หากจ่ายเหมาจ่ายแน่นอนโดยไม่สัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายจริง อาจมีความเสี่ยงเป็นค่าจ้าง |
| เงินชดเชยค่าใช้จ่ายจริง/สวัสดิการแท้ | โดยหลักไม่ใช่ค่าจ้าง | ควรมีนโยบาย หลักฐาน และวิธีเบิกจ่ายที่สะท้อนวัตถุประสงค์จริง |
| เงินชดเชยเมื่อเลิกจ้าง | ไม่ใช่ค่าตอบแทนเวลาทำงานปกติ | เป็นสิทธิอีกประเภทหนึ่งตามกฎหมาย |
หลักคิด 4 คำถามก่อนกำหนด Payroll Code
เงินนั้นจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานหรือเพื่อชดเชยค่าใช้จ่าย/ให้สวัสดิการ
เป็นเงินที่นายจ้างตกลงต้องจ่ายแน่นอนหรือขึ้นกับดุลพินิจและเงื่อนไข
เกี่ยวกับเวลาทำงานปกติ งานนอกเวลาปกติ หรือเหตุอื่น
เอกสารการจ้าง ระเบียบ และพฤติการณ์การจ่ายจริงสอดคล้องกันหรือไม่
ชื่อในสลิปเงินเดือนไม่ใช่ข้อยุติ การเรียกเงินเดือนบางส่วนว่า “เบี้ยเลี้ยง” ไม่ทำให้เงินนั้นพ้นจากการเป็นค่าจ้าง หากเนื้อแท้ยังเป็นค่าตอบแทนการทำงานปกติ
6. ขั้นตอนการหักและนำส่ง
ตามมาตรา 131 นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง และจ่ายเงินสมทบในจำนวนเท่ากัน แล้วนำส่งกองทุนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายค่าจ้าง ผ่านระบบและช่องทางที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด
แนวทางเตรียมระบบสำหรับนายจ้าง ได้แก่
ตรวจจำนวนลูกจ้างและสถานะข้อยกเว้นของกิจการ
ลงทะเบียนนายจ้างและลูกจ้างผ่าน e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
จัดทำทะเบียนลูกจ้างและแบบที่เกี่ยวข้อง เช่น แบบ สกล.1 และแบบระบุผู้รับประโยชน์ สกล.5 ตามกรณี
ทำ Mapping รายการ Payroll ว่ารายการใดรวมฐาน ไม่รวมฐาน หรือรอคำวินิจฉัย
ปรับสลิปเงินเดือน บัญชีแยกประเภท และกระบวนการอนุมัตินำส่ง
กระทบยอดยอดหักจากลูกจ้าง ยอดสมทบนายจ้าง และยอดนำส่งทุกเดือน
เก็บหลักฐานและติดตามประกาศ/คู่มือฉบับล่าสุดก่อนเริ่มใช้งานจริง
หากนำส่งล่าช้า มาตรา 131 กำหนดเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือนของจำนวนที่ไม่ได้นำส่งหรือยังขาดอยู่ เศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปนับเป็นหนึ่งเดือน และการที่นายจ้างไม่ได้หักเงินสะสมจากค่าจ้างไม่ทำให้พ้นหน้าที่ต้องนำส่ง
7. ลูกจ้างจะได้รับเงินเมื่อใด ถอนระหว่างทำงานได้หรือไม่
กองทุนนี้ไม่ใช่บัญชีออมทรัพย์ที่ขอถอนระหว่างการจ้างได้ตามใจ เมื่อลูกจ้างยังทำงานอยู่ โดยหลักยังไม่มีสิทธิถอนเงินสะสมออกมาใช้
เมื่อสิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลตามมาตรา 133 ไม่ว่าการจ้างจะสิ้นสุดเพราะลาออก เกษียณ เลิกจ้าง หรือเหตุอื่น การได้รับเงินกองทุนส่วนนี้ไม่ตัดสิทธิค่าชดเชยหรือเงินอื่นที่ลูกจ้างมีสิทธิตามกฎหมาย
กรณีลูกจ้างเสียชีวิต เงินจะจ่ายแก่ผู้รับประโยชน์ที่ลูกจ้างระบุไว้ หากไม่ได้ระบุ กฎหมายกำหนดลำดับและสัดส่วนแก่บุตร คู่สมรส และบิดามารดา; หากไม่มีบุคคลดังกล่าว เงินตกเป็นของกองทุน จึงควรให้ลูกจ้างกรอกและปรับปรุงแบบระบุผู้รับประโยชน์ให้เป็นปัจจุบัน
8. ประเด็นที่ยังควรติดตาม
การสื่อสารของหน่วยงานเริ่มมีมากขึ้น ทั้งการอบรม ถ่ายทอดสด คลิปย้อนหลัง คู่มือ และระบบทดลอง แต่ประเด็นที่ภาคธุรกิจยังต้องการความชัดเจนคือบัญชีรายการจ่ายที่ใช้ได้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะค่าล่วงเวลา โบนัส เบี้ยขยัน ค่ากะ ค่าตำแหน่ง คอมมิชชั่น และเงินเหมาจ่ายประเภทต่าง ๆ
แนวทางที่รอบคอบคือ อย่าใช้คำตอบปากเปล่าหรือความเห็นในสื่อสังคมเป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียว ควรจัดทำข้อเท็จจริงของแต่ละรายการให้ครบ แล้วสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่หรือหน่วยงานกองทุนเป็นหนังสือ เพื่อให้คำตอบอ้างอิงกับรูปแบบการจ่ายจริงของบริษัท
9. Checklist สำหรับนายจ้างก่อน 1 ตุลาคม 2569
ยืนยันว่ากิจการอยู่ในข่ายหรือได้รับยกเว้นตามเงื่อนไขใด
แยกลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก
ตรวจพนักงานประจำ รายวัน พาร์ทไทม์ ทดลองงาน ชั่วคราว และต่างด้าว
จัดทำ Payroll Mapping พร้อมเหตุผลทางกฎหมายของทุกรหัสรายได้
ขอคำตอบเป็นหนังสือสำหรับรายการสีเทา
ทดสอบการคำนวณ 0.25% ทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง
ตั้งปฏิทินนำส่งภายในวันที่ 15 และผู้รับผิดชอบสำรอง
เตรียมแบบระบุผู้รับประโยชน์และกระบวนการเมื่อพนักงานออก
กระทบยอด Payroll–บัญชี–ยอดนำส่ง และจัดเก็บหลักฐานตรวจสอบย้อนหลัง
บทส่งท้าย
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นเรื่องใหม่ที่นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ทำบัญชี และเจ้าหน้าที่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน ความถูกต้องจึงไม่ได้อยู่ที่การจำอัตรา 0.25% เท่านั้น แต่อยู่ที่การแปลงกฎหมายให้เป็นกระบวนการที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่นิยามค่าจ้าง รหัส Payroll เอกสารประกอบ การหัก การบันทึกบัญชี การนำส่ง ไปจนถึงการจ่ายคืนเมื่อออกจากงาน
ในมุมของ Accounting Engineering สำนักงานบัญชีควรทำหน้าที่มากกว่าคำนวณยอด คือช่วยวางโครงสร้างข้อมูล ระบุจุดเสี่ยง จัดทำเหตุผลรองรับ และสร้างร่องรอยการตรวจสอบ เพื่อให้ธุรกิจเริ่มใช้กฎหมายใหม่ได้อย่างมั่นใจและลดความผิดพลาดที่สะสมเป็นรายเดือน
ข้อกฎหมายและแหล่งข้อมูลอ้างอิง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 และหมวด 13 มาตรา 126–138
คู่มือการใช้งานและคำถามเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ตัวอย่างหนังสือ)
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางกฎหมาย ข้อเท็จจริงของค่าตอบแทนแต่ละกิจการอาจต่างกัน ควรตรวจประกาศและคู่มือฉบับล่าสุด รวมถึงขอคำยืนยันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนนำไปใช้จริง
บทความทั้งหมด
